|
|
| Wed, 27 May 2009 10:57:06 |

yang05 |
Tags:
้
า
ก
ร
ั
ว
อ
น
ม
my
ด
่
โ
ล
ย
ช
care
world
ในกระแสที่การลดภาวะโลกร้อนมาแรงอย่างนี้
เรามาช่วยกันทำอะไรเพื่อโลกของเรากันบ้างเถอะค่ะ
อย่างการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยพื่อเพิ่ม O2 ให้โลกของเราค่ะ
และ ใครที่กำลังมองหาต้นไม้กระถางมาปลูก วันนี้เรามีวิธีการปลูกอย่างง่ายๆมาบอกกันค่ะ...
การปลูกไม้กระถางสิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ขนาดของต้นไม้ และกระถางควรให้เหมาะสมกัน ถ้าต้นไม้ยังเล็กอยู่ก็ใช้กระถางเล็กไปก่อน พอต้นไม้โตพอที่จะเปลี่ยนกระถางจึงเปลี่ยนกระถางตามขนาดของต้นไม้ เนื่องจากการปลูกไม้กระถางเป็นไม้ประดับนั้นต้องการความสวยงามเป็นหลักอยู่ แล้ว
ถ้าปลูกต้นไม้ที่โตเร็ว ควรปลูกต้นไม้ต้นเดียวในหนึ่งกระถาง หรือถ้าต้นไม้เป็นทรงพุ่มแตกกิ่งก้านแผ่มากก็ควรปลูกต้นเดียวในหนึ่งกระถาง เช่นกัน ส่วนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านน้อยทรงสูง แต่ถ้าต้องการให้เป็นพุ่มเพื่อความสวยงามก็ควรปลูกลงหลายต้นในหนึ่งกระถาง จำนวนต้นแล้วแต่ความเหมาะสมระหว่างต้นไม้กับขนาดของกระถาง ถ้าต้นไม้เป็นไม้ทรงสูงมีลำต้นเดี่ยวตั้งตรงแล้วแตกพุ่มตอนบน ก็ต้องปลูกลงต้นเดียวในหนึ่งกระถาง
วิธีการปลูกต้นไม้กระถาง
- เมื่อเลือกกระถางตามความเหมาะสมกับต้นไม้ที่จะปลูกแล้ว เริ่มปลูกตามขั้นตอนดังนี้
- เอาเศษอิฐ หรือเศษกระถางแตกอุดที่รูระบายน้ำที่ก้นกระถางเสียก่อน ถ้าจะให้ดีต้องโรยทับด้วยกรวด อิฐมอญทุบ หรือถ่านอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ได้ เพื่อให้ก้นกระถางโปร่ง และระบายน้ำได้ดี
จากนั้นเอาดินหรือเครื่องปลูกที่เตรียมไว้ใส่กระถาง และทำมูลดินเป็นยอดแหลมเท่ากับความลึกของดินที่ปลูก
- ก่อนปลูกหากไม้มีรากมากเกินไปควรตัดรากเก่าออกบ้าง เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างระบบรากใหม่ที่แข็งแรง และแตกแขนงได้มากขึ้น
- วางโคนต้นไม้ลงที่ยอดแหลมของมูลดิน และจัดระบบรากให้แผ่ออกรอบด้าน ทิ้งตัวลงตามแนวลาดของมูลดิน
- เติมดินรอบ ๆ โคนต้นเพียงเล็กน้อยก่อน แล้วกดดินบริเวณรอบ ๆ โคนต้นเบา ๆ เป็นการไล่โพรงอากาศ และเพื่อให้ดินสัมผัสรากพืชได้กระชับขึ้น
รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าจะปลูกต้นไม้กระถาง ลองนำวิธีที่แนะนำไปปลูกกันได้.
|
| Wed, 27 May 2009 10:57:02 |

kanda12 |
Tags:
้
ห
ง
า
ะ
ว
น
ข
ม
่
เ
ี
ย
-sticky
ricky
with
mango
ในบทความนี้ เสนอการทำขนมหวานไทยอีกเมนูหนึ่ง
**** นั่นคือ ข้าวเหนียวมะม่วง ค่ะ
...ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นขนมหวานไทยที่หลายๆ คนนิยมรับประทาน
กันแพร่หลาย ถึงแม้ว่า ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นขนมหวานไทย
ที่ทานแล้วจะให้แคลอรี่สูง ถ้าทาน ข้าวเหนียวมะม่วง มากเกินไป
ก็ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ เพราะในขนมหวานไทยอย่างข้าวเหนียวมะม่วง
ให้พลังงานประเภทแป้งสูงค่ะ
แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังชอบขนมหวานไทยอย่าง
ข้าวเหนียวมะม่วง (ก็มันอร่อยนี่นา โฮะ โฮะ ทานแล้วหยุดปากไม่ได้)
ไปดูส่วนผสมและวิธีทำ ข้าวเหนียวมะม่วง กันค่ะ
เตรียมส่วนผสม
1) ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1/2 กิโลกรัม
2) มะพร้าวขูดขาว 1/2 กิโลกรัม
..... คั้นกะทิ ครั้งที่ 1 พรมน้ำต้มสุกสักเล็กน้อย
........ คั้นให้ได้หัวกะทิข้น ๆ 1 - 2 ถ้วย (สำหรับหยอดหน้า)
..... คั้นกะทิ ครั้งที่ 2 ใช้น้ำต้มสุก 1/2 ถ้วย
........ คั้นให้ได้หางกะทิข้น ๆ 1 1/2 ถ้วย (สำหรับนึ่งข้าวเหนียว)
3) น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
4) เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
5) สารส้มป่น 2 ช้อนชา
วิธีทำข้าวเหนียวมะม่วง
1) ให้แช่ข้าวเหนียวกับสารส้มป่น สัก 6 ชั่วโมง
หรือหนึ่งคืน
แล้วใส่กระชอน พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2) เอาน้ำใส่ลังถึง ตั้งไฟ
เอาข้าวเหนียวใส่ผ้าขาวบาง เอาไปนึ่งให้สุก
ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
3) ตั้งหม้อเอาหางกะทิ 1 1/2 ถ้วย ตั้งไฟ
ใส่น้ำตาลทราย เกลือ คนให้ละลาย
พอเดือดจึงยกลง
4) เอาข้าวเหนียวเทลงไปในหม้อกะทิที่ผสมแล้ว
คนให้เข้ากัน แล้วปิดฝา เพื่อให้ข้าวเหนียวระอุ
ประมาณ 20 นาที ก็นำไปรับประทานได้แล้ว
วิธีทำน้ำกะทิหยอดหน้าข้าวเหนียวมะม่วง
...... นำหัวกะทิ ใส่หม้อ ใส่เกลือ 1/2 ช้อนชา
และน้ำตาล 1/4 ถ้วย ลงไป
ตั้งไฟค่อย ๆ คน พอเดือดก็ยกลง
...... นำไปราดหน้า ข้าวเหนียวมะม่วง รับประทานกันได้เลย
...... ถ้าจะให้ ข้าวเหนียวมะม่วง อร่อยยิ่งขึ้น ให้เอาถั่วทองซีก
ไปคั่วให้กรอบสักหน่อย
แล้วเวลารับประทาน ข้าวเหนียวมะม่วง ก็เอามาโรยหน้า
เวลาเคี้ยวจะกรึบ ๆ น่ารับประทานยิ่งขึ้น
รักสุขภาพ อย่าลืมออกกำลังกายด้วยนะคะ
This is Thai dessert and is a favourite for most foreign visitors. It can be quite sweet at times, so don't pour too much coconut cream on the sticky rice. Of all the Thai desserts, you must try this one at least once. But a word of warning, it is very addictive and will expand your waistline.
|
| Wed, 27 May 2009 10:56:52 |

mintra411 |
Tags:
้
ิ
ง
า
ก
ร
อ
น
ข
เ
ป
ฎ
10
็
๊
1.ห้ามหึงหวงแต่ห่วงกันได้
(ก้อชั้นไม่ได้รักแกนี่)
2. มีอะไรกันได้แต่ไม่ใช่ของกันและกัน
(ก็ชั้นมีตัวจริงอยู่แล้วนี่หว่า)
3.ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องมากเกินเหตุ
(ก็แกไม่ใช่แฟนชั้นนี่หว่า กะแฟนยังเรียกร้องไม่ได้เลย)
4. กิ๊กอาจเปลี่ยนสถานะได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ห้ามเศร้า
(จะไปเศร้าทำไมวะ ก็รู้แต่แรกแล้วว่าเค้ามีแฟนแล้ว)
5. ห้ามใช้กิ๊กร่วมกันกับเพื่อน
(ก็ยังอยากได้ไว้เป็นของส่วนตัวอ่ะน่า)
6. ถ้ากิ๊กคิดจะไปมีแฟนเป็นตัวตนโดยไม่ใช่เรา ห้ามฟูมฟายแต่ต้องพยายามยอมรับและยินดีด้วย แล้วค่อยตกลงกันอีกทีว่าจะยังกิ๊กกันต่อรึเปล่า
(ก็เรารักคนนั้นนิ)
7. ไม่จำเป็นต้อง take care กันเกินเหตุเพราะเป็นแค่กิ๊ก
(เออเด่ะ)
8. กิ๊กมีได้ไม่จำกัดจำนวนเป็น infinity ไม่จำกัดเพศ วัย และ สถานภาพ
(ถ้าไม่กลัวตายเพราะเอดส์แถมยังต้องปีนต้นงิ้วอีกก็เอา)
9. กิ๊กสำคัญรองจากแฟน
(ก็ไม่ใช่แฟนนี่หว่า)
10. กิ๊กยังไงก็เป็นกิ๊กต้องเจียมตัว
(เฮ้อ........ )
|
| Wed, 27 May 2009 10:56:48 |

kanda12 |
Tags:
ง
ก
ร
ั
น
ข
ม
...
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ
ขนมไทยๆ สูตรทำง่ายๆ อร่อยๆมาฝากค่ะส่วนผสม
ขนมมันรังนก
เครื่องปรุง
มันเทศ
น้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลปึก
แบะแซ
น้ำปูนใส
น้ำลอยดอกไม้สด
น้ำมันพืช
น้ำผึ้ง (ไม่ใส่ก็ได้แล้วแต่คนทำค่ะ)
วิธีทำ
หั่นมันเทศให้เส้นยาวๆ แล้วนำไปแช่ในน้ำปูนใส
จากนั้นล้างให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง
แล้วนำไปทอดในกะทะที่ตั้งน้ำมันเดือดจัด
พอน้ำมันเดือดให้รี่ไฟลง ใช้ไฟกลางทอดมันแห้งที่หั่นเป็นเส้น
ลงไปทอดที่ละน้อยให้สุกทั่ว แล้วตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน
ตั้งกะทะ ใส่น้ำลอยดอกไม้ลงไปแล้วใส่น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลปึก
ที่มีลงเคี่ยวให้เหนียวเป็นยางมะตูม ใส่แบะแซลงไป 1 ช้อนโต๊ะ
ถ้าชอบจะเพิ่มน้ำผึ้งลงไปก็ได้ค่ะ จากนั้นเมี่อได้น้ำตาลที่เคี่ยว
เหนียวจนเป็นยางมะตูมได้แล้ว นำมันเทศเส้นที่ทอดพักไว้ประกี้
ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่วว แล้วตักพักทิ้งไว้ในตะแกรง
เมื่อแห้งสนิทก็รับประทานได้
วิธีเก็บรักษาให้กรอบนาน
จัดเก็บมันรังนกในขวดโหล หรือ ถุงพาสติกปิดปากถุงไม่ให้ลมเข้าให้แน่ค่ะ
|
| Wed, 27 May 2009 10:20:52 |

gannika |
Tags:
me
origin
of
chocolate...original
Chocolate is made from the seeds of the "cacao" plant. The origin of cacao dates back to the era of Mezoamerican civilization, and it was proved that by around BC 2000 it was already being cultivated in Central America and in the south of Mexico. The scientific name of cacao is "Theobroma cacao" which means food of God. In ancient times it was a food permitted only for the royalty and the nobility and some rich people because of its rich nutrition. Also, until the 15th century cacao was very valuable and used as a form of currency: ten cacao beans were worth a hare, a hundred beans a turkey.
The beverage made with ground cacao, corn flour, some spices and water was called "Chocolatl" and used as medicine or a tasty drink. It is said that origin of the word "chocolate" came from this "Chocolatl".
The first European who encountered cacao was Columbus, the discoverer of New Continent. After that, the Spanish conquerors of the Aztec Empire brought cacao to Spain. But, as this Chocolatl was very bitter and not tasty, they made a new sweet drink "chocolate" to suit their taste by adding sugar, vanilla, cinnamon and hot water. When a Spanish princess who liked chocolate very much married into a French Royal Family, a specialized cook accompanied her with the utensils to make chocolate. The chocolate became popular among the French upper classes, while, in England chocolate shops called "Chocolate Houses" opened and it became popular even among ordinary people.
Furthermore, in order to make chocolate smoother, by removing certain amount of cacao butter, a tasty, low fat and easy dissolvable in hot water drink "cocoa" was invented. On the other hand, solid chocolate was made by blending cacao paste, cacao butter, sugar and milk The origins of chocolate can be traced back to the ancient Maya and Aztec civilisation in Central America, who first enjoyed 'chocolatl'; a much-prized spicy drink made from roasted cocoa beans. Chocolate was exclusively for drinking until the early Victorian era, when a technique for making solid 'eating' chocolate was devised. Throughout its history, too
|
| Wed, 27 May 2009 10:20:47 |

gannika |
Tags:
love
me
my
chocolatesss...
Chocolates are loved by almost everyone, which is why giving chocolate as a gift is a great idea for just about any occasion. It's not often that you come across people who do not love to endulge themselves in chocolates and other sweets. The selection is tremendous which means that the choice of gifts that you can give is just as large.
Chocolate contains:
* Antioxidants: Can help combat dangerous free radicals.
* Caffeine: High enough caffeine content to fight fatigue.
* Catechins: Thought to help fight heart disease and possibly cancer. Dark chocolate can contain up to four times the amount of catechins found in green tea.
* Copper: Helps in collagen formation needed for supple skin, aids bone growth and strength, and facilitates the transportation of iron.
* Endorphin Secretion: Produces a pleasurable sensation or high similar to the runner’s high a jogger feels after running. I
* Serotonin: A chemical found in the brain which can act as an anti-depressant.
Chocolate as a gift sounds healthy. Well, as long as we do not mention its negative qualities of calories, sugar, dairy, and high fat content. Much of the fat in chocolate, though, comes from cocoa butter, which melts at body temperature. This helps create that pleasant melt-in-your-mouth sensation.
Many people crave chocolate. They crave it because chocolate tastes wonderful as it seems to melt in your mouth, though. They also crave it because of emotional associations of chocolate and love and holidays or other celebrations.
|
|
|
|